ในช่วงเวลา Prime time ของวงการทีวีบ้านเรา คงไม่มีอะไรจะมีเรทติ้งสูงไปกว่าละครหลังข่าวอีกแล้ว เพราะงั้นมันจึงเป็นความสุขบนชัยชนะเล็กๆ ที่ฉันสามารถหารายการอื่นๆ ดูได้ในช่วงเวลาดังกล่าว นอกเหนือจากละคร
ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าช่อง free TV บ้านเรายังทำผังรายการไม่แตกต่างกันนัก ช่วงไหนเป็นละครก็ละครๆๆ ช่วงไหนข่าวก็ข่าวๆๆ ช่วงไหนวาไรตี้ก็วาไรตี้ๆๆ หาอะไรที่แตกต่างค่อนข้างยาก เพราะหลายๆครั้งความแตกต่างที่นำเสนอก็ไม่อาจจะสู้ความคุ้นชินของคนในสังคมได้ J
เมื่อคืนก็เลยเป็นอีกวันที่ฉันพยายามจะหลีกหนีความจำเจเหล่านี้ เพื่อไปหาอะไรที่มัน..น่าสนใจกว่า
กดไล่ช่องไปเรื่อยๆ กดไป กดมา ๆ ๆ ก็เจอช่องหนึ่ง ยังไม่เห็นหน้าแต่เสียงผู้ดำเนินรายการทำให้ฉันต้องหยุดดูว่าเธอพูดถึงเรื่องอะไร J ก็เพราะเป็นเสียงของคนข่าวคนหนึ่งที่ฉันค่อนข้างปลื้มเธอมากๆเลยน่ะสิ (เขิลจังง)
รายการ คม-ชัด-ลึก ทาง Nation channel วันนั้นพูดคุยในหัวข้อเรื่อง “ชาวโรฮิงญา..คุณคือใคร” ดำเนินรายการโดยคุณจอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ และผู้ร่วมรายการอีก 3 ท่านคือ คุณวีรวิชญ์ ผอ. UNHCR ในประเทศไทย, คุณปกป้อง และ คุณอับดุล ชาวโรฮิงญา (ต้องขออภัยที่ไม่ได้ลงชื่อ-นามสกุล และตำแหน่งที่ถูกต้อง เนื่องจากจำได้แค่นี้จริงๆ m-.-m )
เกิดคำถามขึ้นมากมายในระหว่างที่ดูรายการ แต่ต้องขอชมก่อนว่ารายการนี้ดีมากๆ ทำการบ้านมาอย่างดี ผู้ดำเนินรายการก็เจ๋ง เรียกได้ว่าเหนือชั้นกว่ารายการวิเคราะห์เจาะลึก ที่เราได้เห็นตามช่อง free TV หลายขุมนัก (spoil กันเห็นๆ)ไม่ใช่ว่าเขาไม่เก่งกันหรอกนะ แต่อาจจะด้วยเงื่อนไขหลายๆประการ จึงทำให้สามารถทำรายการออกมาได้..แค่นั้น ซึ่งก็น่าเห็นใจอยู่
มาต่อกันที่ประเด็นพูดคุยที่จั่วหัวไว้ข้างบน ชาวโรฮิงญา จิงๆเป็นใครยังไง ฉันก็เพิ่งรู้ชัดๆเมื่อคืนนี้แหละ มันเลยทำให้เราคิดอะไรขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง ปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน มักจะถูกเพิกเฉย เพราะคนส่วนใหญ่เห็นเป็นเรื่องไกลตัว และคิดว่ายังไงก็ไม่มีทางเกิดขึ้นกับตัวเองแน่ ไม่เหมือนปัญหาเรื่องโจรผู้ร้าย หรือภัยธรรมชาติไรพวกนี้ ซึ่งก็เห็นจะจริง แต่มันมีคำพูดหนึ่งที่ทำให้ฉันไม่สามารถที่จะปล่อยเรื่องนี้ให้ผ่านไปเฉยๆได้ คือ อย่าปล่อยให้ความชั่วผ่านหน้าไปโดยไม่ทำอะไรเลย เอ่อ..ถึงจะพูดอย่างนี้แต่ฉันก็ไม่ได้ทำอะไรอยู่ดี แหง่ววว ก็แหมปัญหานี้ต้องให้คนตัวใหญ่ในบ้านเมืองเขาแก้กันไป เพราะปัญหานี้มันอยู่ที่ระบบ ไม่ใช่ตัวคน สิ่งที่ทำได้ในฐานะของคนตัวเล็กๆในประเทศอย่างฉันก็คือพยามยามทำความเข้าใจ กับทุกฝ่าย ถามว่าเพื่ออะไรนะเหรอ
อืมม ก็อาจจะเป็นเพราะ ในฐานะที่เราเป็นมนุษย์บนโลกใบนี้เหมือนกันกระมัง ถ้าเป็นเราถึงแม้ใครจะไม่สามารถช่วยอะไรเราได้ แต่แค่ความเข้าใจ แค่นี้ก็ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นมากแล้วล่ะ อีกอย่างการที่เราเข้าใจ มันก็จะไม่ทำให้เรารู้สึกกับใครอย่างผิดๆด้วย อย่างเช่นเรารู้สึกโกรธรัฐบาลพม่าเนี่ย ก็เป็นความรู้สึกที่คิดแล้วว่าเราจะโกรธ บอกตัวเองได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าโกรธจริงนะเว่ย ไม่ได้โกรธตามกระแสแต่อย่างใด ^^
ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งบนโลก พวกเขาน่าจะมีสิทธิ์ ในการเลือกที่จะใช้ชีวิตบนแผ่นดินใดๆก็ได้บนโลกในนี้ มีสิทธิ์ที่จะได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์บนโลกพึงจะได้รับ เพราะความเป็นมนุษย์ของเขาก็ไม่ได้น้อยไปกว่าเรา มีเลือด มีเนื้อ มีลมหายใจ มีความรู้สึก เจ็บได้ ร้องไห้เป็นไม่ต่างกัน แล้วทำไมถึงถูกกีดกันสิทธิ์ในการใช้ทรัพยากรบนโลก
ความเห็นแก่ตัว อาจเป็นคำตอบสุดท้ายที่จะสามารถอธิบายทุกอย่างได้ ซึ่งก็พอเข้าใจได้
ถ้าเรามองประเทศแต่ละประเทศเหมือนบ้านหลังหนึ่ง อาจจะเล็กใหญ่แตกต่างกันไป ประเทศไทยอาจจะเป็นบ้านหลังเล็กๆ ของคนฐานะปานกลาง วันหนึ่งมีคนของบ้านข้างๆ แอบเข้ามาอยู่ในบ้านเรา ใช้น้ำ ใช้ไฟ กินข้าวบ้านเรา และขออาศัยอยู่กับเราตลอดไป แน่นอนตามประสาคนไทยใจดี(มั้ง) แค่คน คนเดียว ทำไมเราจะให้ความช่วยเหลือไม่ได้ก็ในเมื่อเขาเดือดร้อนมาหวังพึ่งเรานี่ เห็นแก่มนุษยธรรม เรื่องแค่นี้เล็กน้อย...
แต่เรื่องมันไม่ได้จบแค่นี้น่ะสิ นับวันยิ่งมีคนหนีเข้ามาขออาศัยบ้านเรามากขึ้นเรื่อยๆ ในฐานะพ่อบ้าน ควรต้องทำอะไรสักอย่าง เพื่อจะปกป้องสิทธิ์อันชอบธรรมของคนในบ้าน เพราะทรัพยากรต่างๆล้วนมีจำกัด ถ้าคนบ้านอื่นเข้ามาเรื่อยๆ คนในบ้านเราก็จะพลอยลำบาก เพราะทุกอย่างต้องถูกแบ่งไปให้คนอื่น แล้วถ้าเราเป็นพ่อบ้านล่ะจะทำยังไงดี ไล่คนพวกนี้ไปทั้งที่รู้ว่าเขาไม่มีทางไป หรือว่าจะปล่อยให้เป็นเตี้ยอุ้มค่อมอยู่อย่างนี้
การที่เราไล่พวกเขาไปทำให้เราถูกนานาอารยะประเทศประณาม ถูกมองว่าเป็นประเทศที่ไร้ซึ่งมนุษยธรรม บางคนอาจเกิดคำถามว่า แล้วไง ไร้มนุษยธรรมแล้วไง คิดดูง่ายๆ คนไหนที่เรามองว่าเขาป่าเถื่อนไร้มนุษยธรรม เราอยากจะคบค้าด้วยมั้ย ก็เหมือนกัน ถ้าภาพลักษณ์เราไม่ดีใครเขาอยากจะคบ ไปติดต่อกับประเทศไหนๆก็ลำบาก เพราะเขาก็จะใช้ข้ออ้างนี้เป็นเหตุผลในการเอาเปรียบเราในเรื่องต่างๆ ซึ่งเราก็พูดจะไม่ออก งืดไป
ด้วยปัญหาเหล่านี้จึงมีหน่วยงานหนึ่งที่อาสาเข้ามาแนะนำดูและช่วยเหลือประเทศเจ้าบ้านอย่างเรา UNHCR จากปัญหาชาวโรฮิงญาที่ทะลักเข้ามาในบ้านเรานี้ มีการเสนอให้ทำค่ายผู้ลี้ภัยขึ้น แต่ก็เกิดกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยขึ้นมาเรียกร้องให้ปฏิเสธการสร้างค่ายฯ ด้วยเหตุผลที่กลัวว่าภาระค่าใช้จ่ายต่างๆของประเทศจะเพิ่มขึ้นด้วยเหตุอันไม่ควรนี้ ซึ่งก็น่าคิด แต่เมื่อวานมีผู้อธิบายให้ฉันฟังว่าการตั้งค่ายฯดังกล่าวนี้ ประเทศไทยในฐานะเจ้าของประเทศ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆเลยแม้แต่บาทเดียว เพราะผู้ที่จะสนับสนุนค่าใช้จ่ายพวกนี้เป็นองค์กรเอกชนต่างๆ ที่เค้าใส่ใจและดูแลเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว (คือปัญหานี้เป็นปัญหาระดับโลกไม่ได้เกิดแค่บ้านเราบ้านเดียว) หน้าที่เราคือปันพื้นที่หลังบ้านเล็กๆ ให้พวกเขาได้ตั้งค่าย เพื่อรอการย้ายไปประเทศที่ 3 ซึ่งแน่นอน ไม่ใช่ประเทศไทย เราจึงเป็นเสมือนแค่ทางผ่าน อาจจะเกิดคำถามขึ้นมาอีกว่าแล้วทำไมไม่ไปประเทศที่ 3 เลยล่ะจะมาพักที่ประเทศไทยก่อนทำไม เหตุผลก็เพราะว่าเรามีรั้วบ้านติดกับพม่า เพราะงั้นผู้ที่หลบหนีเข้ามาจึงมาที่ประเทศเราก่อน ก็คิดดูเดินเท้าหนีมาเป็นพันกิโล ตามกำลังมนุษย์คนหนึ่ง มาได้ไกลเท่านี้ก็ถือว่าหนักหนาเอาการ กะอีแค่ให้เขาพักหายใจสักแป๊บ(ใหญ่ๆ) จะไม่ได้เชียวหรือ...
ไม่ได้เข้าข้างใคร แต่ที่การทำแบบนี้ก็ล้วนอาจมีผลดีต่อทุกคน แต่ก็อีกนั่นแหละจากที่เรามองจากมุมของเรา เรามองเห็นแบบนี้แต่คนที่เขามองจากที่สูงกว่าเรา เห็นอะไรมากกว่าเรา รู้อะไรมากกว่าเรา และต้องแบกรับความรับผิดชอบมากกว่าเรา ความเข้าใจแค่นี้มันอาจไม่เพียงพอ..
รัฐบาลคับ ไม่หวังให้คุณแก้ปัญหาทุกเรื่องได้หรอกนะ แต่แค่คุณเริ่มแก้ปัญหาอย่างเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม มากกว่าประโยชน์ส่วนตัว แค่นั้นก็ดีมากมายแล้วล่ะ.
ps. อ้างอิงจากข่าวต่างๆที่เกี่ยวกับปัญหาชาวโรฮิงญาที่เข้ามาในประเทศไทย