ไม่รู้เป็นไร ฉันมักจะตกหลุมรักผู้หญิงร้ายๆ ตลอดเลย

ก็ผู้หญิงร้ายๆ อะ ดูท้าทายดีออก 

ว่าแล้วก็นั่งนึกถึงผู้หญิงร้ายๆ ที่อยู่รอบๆตัว โหววว

ผู้หญิงอัธยาศัยดี

“คนนี้แม่งโคตร กิ๊กเยอะเลยว่ะ

ไม่รู้หรอกว่าความจริงเป็นไง แต่เธอก็ถูกวางไว้ในฐานะตัวอันตราย เป็นพาหะของโรค(หัวใจ) ไปเรียบร้อย

ก็แค่อัธยาสัยดี ขี้เล่น เป็นกันเองและรู้จักวางตัว เท่านี้ เพียงเท่านี้จริงๆ แล้วเธอก็ได้ตำแหน่งนั้นมา..เยี่ยม

ภูมิใจดีมั้ยอะ ..มั้ง

ม่รู้สิ ฉันว่าผู้หญิงเจ้าชู้ ต่างกับผู้ชายเจ้าชู้นะ เพราะผู้หญิงเจ้าชู้ อาจจะโดยการไม่ตั้งใจเพียงแค่อาจจะกำลังค้นหา ทดลอง และพิสูจน์ (กระบวนการทางวิทยาศาสตร์สุดๆ) คนที่เธอจะเลือกวางหัวใจไว้กับเขา

แต่ผู้ชาย มันคือการทดลอง เพื่อความสนุกและสะสมชั่วโมงบิน.. ใช่ป่ะ

นางมารร้าย

ผู้หญิงบางคน ถูกมองว่าอารมณ์ร้าย จู้จี้ น่ารำคาญ ไม่น่าเข้าใกล้เอาซะเลย แต่จริงๆแล้วถ้าเรามองดีๆ เบื้องหลังการกระทำย่อมมีเหตุผลซ่อนอยู่

คงไม่มีใครอยากจะเป็นนางมารร้ายในสายตาคนอื่น แต่บางทีมันก็เลี่ยงไม่ได้ ..จริงๆ

ร้ายเพื่อจะให้งานเดิน (ก็พวกแก ทำงานไม่เรียบร้อย ดูดิ๊ ใช้ไรเขี่ยมาเนี่ย อ่านออกก็บ้าแระ)

ร้ายเพื่อจะให้ลูกเป็นคนดี (ปิดคอมฯ แล้วไปทำการบ้านเลยนะนี่จะห้าทุ่มแล้วยังไม่ได้อาบน้ำเลย ไป๊)

ร้ายเพื่อให้ทุกคนไปถึงเป้าหมาย (มาทำงานกันให้ตรงเวลาหน่อย)

อะไรประมาณนี้..

ในทุกสังคมล้วนต้องมีตัวละครที่รับบทนี้ทั้งนั้น อาจจะด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

ฉันชื่นชมพวกเธอนะ อาจเป็นเพราะ ยังเชื่อว่าสังคมที่ยัง..ยังคงเป็นแบบทุกวันนี้พวกเธอยังจำเป็นอยู่มากมั้ง

ผู้หญิงเอาแต่ใจ

เคยมีเป็นของตัวเองอยู่ตัวหนึ่ง เอ๊ย คนนึง สนุกดี แต่เป็นสนุกแบบเหนื่อยๆ

ฉันว่าผู้หญิงไม่เอาแต่ใจก็ไม่ใช่ผู้หญิงอะ .. รึเปล่าหว่า

อีกอย่างผู้ชายชอบผู้หญิงที่เป็นผู้หญิง ซึ่งคุณสมบัตินี้ก็น่าจะเป็นอะไรที่ทำให้โลกมีสีสันมากขึ้น และเป็นการช่วยสนับสนุนความเชื่อที่ว่าความยุติธรรมไม่มีในโลกได้เป็นอย่างดี  :) ก็เอาแต่ใจได้ ไม่ว่ากัน แต่อย่างี่เง่าให้มากเกิน มันจะไม่งามเน้อ

ผู้หญิงเย็นชา

เขา : เดี๋ยว เย็นนี้เรากลับดึกนะ

เธอ : อาฮะ

เขา : จะไปกินข้าวกับพวกเพื่อนที่ออฟฟิศน่ะ

เธอ : จ้า อย่าให้เมามากล่ะ

เขา : (เอ่อ..ถ้าไม่บอกจะถามมั้ยว่าไปไหน ไปกับใคร ทำอะไร ใส่ใจกันบ้างป่ะเนี่ย)

ผมรู้ว่าที่เธอเป็นแบบนั้นเพราะเธอไว้ใจผม และเธอไม่ค่อยเก่งเรื่องการแสดงความรู้สึกเท่าไหร่ แต่ยังไง ผมก็รักเธอฮะ 

เขาว่างั้นนะ

แต่ฉันว่า..มันมีกลิ่นแหม่งๆ อยู่นา :D 

ถ้าเรามองให้ลึกไปถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการแสดงนั้น บางทีเราอาจจะพบหัวใจดีๆซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่ง ในนั้นก็ได้นะ 

 

ป.ล.เขาว่ากันว่า ผู้หญิงจะเป็นผู้หญิงมากที่สุด ก็ตอนนี้มีความรัก..ท่าจะจริงแฮะ

ชาวโรฮิงญา..คุณคือใคร

posted on 05 Feb 2009 17:35 by virginivi  in Soul-I-Live

ในช่วงเวลา Prime time ของวงการทีวีบ้านเรา คงไม่มีอะไรจะมีเรทติ้งสูงไปกว่าละครหลังข่าวอีกแล้ว เพราะงั้นมันจึงเป็นความสุขบนชัยชนะเล็กๆ ที่ฉันสามารถหารายการอื่นๆ ดูได้ในช่วงเวลาดังกล่าว นอกเหนือจากละคร

ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าช่อง free TV บ้านเรายังทำผังรายการไม่แตกต่างกันนัก ช่วงไหนเป็นละครก็ละครๆๆ ช่วงไหนข่าวก็ข่าวๆๆ ช่วงไหนวาไรตี้ก็วาไรตี้ๆๆ  หาอะไรที่แตกต่างค่อนข้างยาก เพราะหลายๆครั้งความแตกต่างที่นำเสนอก็ไม่อาจจะสู้ความคุ้นชินของคนในสังคมได้ J

เมื่อคืนก็เลยเป็นอีกวันที่ฉันพยายามจะหลีกหนีความจำเจเหล่านี้ เพื่อไปหาอะไรที่มัน..น่าสนใจกว่า

กดไล่ช่องไปเรื่อยๆ กดไป กดมา ๆ ๆ ก็เจอช่องหนึ่ง ยังไม่เห็นหน้าแต่เสียงผู้ดำเนินรายการทำให้ฉันต้องหยุดดูว่าเธอพูดถึงเรื่องอะไร J ก็เพราะเป็นเสียงของคนข่าวคนหนึ่งที่ฉันค่อนข้างปลื้มเธอมากๆเลยน่ะสิ (เขิลจังง)

รายการ คม-ชัด-ลึก ทาง Nation channel วันนั้นพูดคุยในหัวข้อเรื่อง  “ชาวโรฮิงญา..คุณคือใคร”  ดำเนินรายการโดยคุณจอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ และผู้ร่วมรายการอีก 3 ท่านคือ คุณวีรวิชญ์ ผอ. UNHCR ในประเทศไทย, คุณปกป้อง และ คุณอับดุล ชาวโรฮิงญา (ต้องขออภัยที่ไม่ได้ลงชื่อ-นามสกุล และตำแหน่งที่ถูกต้อง เนื่องจากจำได้แค่นี้จริงๆ m-.-m )

เกิดคำถามขึ้นมากมายในระหว่างที่ดูรายการ แต่ต้องขอชมก่อนว่ารายการนี้ดีมากๆ ทำการบ้านมาอย่างดี ผู้ดำเนินรายการก็เจ๋ง เรียกได้ว่าเหนือชั้นกว่ารายการวิเคราะห์เจาะลึก ที่เราได้เห็นตามช่อง free TV หลายขุมนัก (spoil กันเห็นๆ)ไม่ใช่ว่าเขาไม่เก่งกันหรอกนะ แต่อาจจะด้วยเงื่อนไขหลายๆประการ จึงทำให้สามารถทำรายการออกมาได้..แค่นั้น ซึ่งก็น่าเห็นใจอยู่

มาต่อกันที่ประเด็นพูดคุยที่จั่วหัวไว้ข้างบน ชาวโรฮิงญา จิงๆเป็นใครยังไง ฉันก็เพิ่งรู้ชัดๆเมื่อคืนนี้แหละ มันเลยทำให้เราคิดอะไรขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง ปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน มักจะถูกเพิกเฉย เพราะคนส่วนใหญ่เห็นเป็นเรื่องไกลตัว และคิดว่ายังไงก็ไม่มีทางเกิดขึ้นกับตัวเองแน่ ไม่เหมือนปัญหาเรื่องโจรผู้ร้าย หรือภัยธรรมชาติไรพวกนี้ ซึ่งก็เห็นจะจริง แต่มันมีคำพูดหนึ่งที่ทำให้ฉันไม่สามารถที่จะปล่อยเรื่องนี้ให้ผ่านไปเฉยๆได้ คือ อย่าปล่อยให้ความชั่วผ่านหน้าไปโดยไม่ทำอะไรเลย เอ่อ..ถึงจะพูดอย่างนี้แต่ฉันก็ไม่ได้ทำอะไรอยู่ดี แหง่ววว ก็แหมปัญหานี้ต้องให้คนตัวใหญ่ในบ้านเมืองเขาแก้กันไป เพราะปัญหานี้มันอยู่ที่ระบบ ไม่ใช่ตัวคน สิ่งที่ทำได้ในฐานะของคนตัวเล็กๆในประเทศอย่างฉันก็คือพยามยามทำความเข้าใจ กับทุกฝ่าย ถามว่าเพื่ออะไรนะเหรอ

อืมม ก็อาจจะเป็นเพราะ ในฐานะที่เราเป็นมนุษย์บนโลกใบนี้เหมือนกันกระมัง ถ้าเป็นเราถึงแม้ใครจะไม่สามารถช่วยอะไรเราได้ แต่แค่ความเข้าใจ แค่นี้ก็ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นมากแล้วล่ะ อีกอย่างการที่เราเข้าใจ มันก็จะไม่ทำให้เรารู้สึกกับใครอย่างผิดๆด้วย อย่างเช่นเรารู้สึกโกรธรัฐบาลพม่าเนี่ย ก็เป็นความรู้สึกที่คิดแล้วว่าเราจะโกรธ บอกตัวเองได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าโกรธจริงนะเว่ย ไม่ได้โกรธตามกระแสแต่อย่างใด ^^

ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งบนโลก พวกเขาน่าจะมีสิทธิ์ ในการเลือกที่จะใช้ชีวิตบนแผ่นดินใดๆก็ได้บนโลกในนี้ มีสิทธิ์ที่จะได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์บนโลกพึงจะได้รับ เพราะความเป็นมนุษย์ของเขาก็ไม่ได้น้อยไปกว่าเรา มีเลือด มีเนื้อ มีลมหายใจ มีความรู้สึก เจ็บได้ ร้องไห้เป็นไม่ต่างกัน แล้วทำไมถึงถูกกีดกันสิทธิ์ในการใช้ทรัพยากรบนโลก

ความเห็นแก่ตัว อาจเป็นคำตอบสุดท้ายที่จะสามารถอธิบายทุกอย่างได้ ซึ่งก็พอเข้าใจได้

ถ้าเรามองประเทศแต่ละประเทศเหมือนบ้านหลังหนึ่ง อาจจะเล็กใหญ่แตกต่างกันไป ประเทศไทยอาจจะเป็นบ้านหลังเล็กๆ ของคนฐานะปานกลาง วันหนึ่งมีคนของบ้านข้างๆ แอบเข้ามาอยู่ในบ้านเรา ใช้น้ำ ใช้ไฟ กินข้าวบ้านเรา และขออาศัยอยู่กับเราตลอดไป แน่นอนตามประสาคนไทยใจดี(มั้ง) แค่คน คนเดียว ทำไมเราจะให้ความช่วยเหลือไม่ได้ก็ในเมื่อเขาเดือดร้อนมาหวังพึ่งเรานี่ เห็นแก่มนุษยธรรม เรื่องแค่นี้เล็กน้อย...

แต่เรื่องมันไม่ได้จบแค่นี้น่ะสิ นับวันยิ่งมีคนหนีเข้ามาขออาศัยบ้านเรามากขึ้นเรื่อยๆ ในฐานะพ่อบ้าน ควรต้องทำอะไรสักอย่าง เพื่อจะปกป้องสิทธิ์อันชอบธรรมของคนในบ้าน เพราะทรัพยากรต่างๆล้วนมีจำกัด ถ้าคนบ้านอื่นเข้ามาเรื่อยๆ คนในบ้านเราก็จะพลอยลำบาก เพราะทุกอย่างต้องถูกแบ่งไปให้คนอื่น แล้วถ้าเราเป็นพ่อบ้านล่ะจะทำยังไงดี ไล่คนพวกนี้ไปทั้งที่รู้ว่าเขาไม่มีทางไป หรือว่าจะปล่อยให้เป็นเตี้ยอุ้มค่อมอยู่อย่างนี้

การที่เราไล่พวกเขาไปทำให้เราถูกนานาอารยะประเทศประณาม ถูกมองว่าเป็นประเทศที่ไร้ซึ่งมนุษยธรรม บางคนอาจเกิดคำถามว่า แล้วไง ไร้มนุษยธรรมแล้วไง คิดดูง่ายๆ คนไหนที่เรามองว่าเขาป่าเถื่อนไร้มนุษยธรรม เราอยากจะคบค้าด้วยมั้ย ก็เหมือนกัน ถ้าภาพลักษณ์เราไม่ดีใครเขาอยากจะคบ ไปติดต่อกับประเทศไหนๆก็ลำบาก เพราะเขาก็จะใช้ข้ออ้างนี้เป็นเหตุผลในการเอาเปรียบเราในเรื่องต่างๆ ซึ่งเราก็พูดจะไม่ออก งืดไป

ด้วยปัญหาเหล่านี้จึงมีหน่วยงานหนึ่งที่อาสาเข้ามาแนะนำดูและช่วยเหลือประเทศเจ้าบ้านอย่างเรา UNHCR จากปัญหาชาวโรฮิงญาที่ทะลักเข้ามาในบ้านเรานี้ มีการเสนอให้ทำค่ายผู้ลี้ภัยขึ้น แต่ก็เกิดกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยขึ้นมาเรียกร้องให้ปฏิเสธการสร้างค่ายฯ ด้วยเหตุผลที่กลัวว่าภาระค่าใช้จ่ายต่างๆของประเทศจะเพิ่มขึ้นด้วยเหตุอันไม่ควรนี้ ซึ่งก็น่าคิด แต่เมื่อวานมีผู้อธิบายให้ฉันฟังว่าการตั้งค่ายฯดังกล่าวนี้ ประเทศไทยในฐานะเจ้าของประเทศ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆเลยแม้แต่บาทเดียว เพราะผู้ที่จะสนับสนุนค่าใช้จ่ายพวกนี้เป็นองค์กรเอกชนต่างๆ ที่เค้าใส่ใจและดูแลเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว (คือปัญหานี้เป็นปัญหาระดับโลกไม่ได้เกิดแค่บ้านเราบ้านเดียว) หน้าที่เราคือปันพื้นที่หลังบ้านเล็กๆ ให้พวกเขาได้ตั้งค่าย เพื่อรอการย้ายไปประเทศที่ 3 ซึ่งแน่นอน ไม่ใช่ประเทศไทย เราจึงเป็นเสมือนแค่ทางผ่าน อาจจะเกิดคำถามขึ้นมาอีกว่าแล้วทำไมไม่ไปประเทศที่ 3 เลยล่ะจะมาพักที่ประเทศไทยก่อนทำไม เหตุผลก็เพราะว่าเรามีรั้วบ้านติดกับพม่า เพราะงั้นผู้ที่หลบหนีเข้ามาจึงมาที่ประเทศเราก่อน ก็คิดดูเดินเท้าหนีมาเป็นพันกิโล ตามกำลังมนุษย์คนหนึ่ง มาได้ไกลเท่านี้ก็ถือว่าหนักหนาเอาการ กะอีแค่ให้เขาพักหายใจสักแป๊บ(ใหญ่ๆ) จะไม่ได้เชียวหรือ...

ไม่ได้เข้าข้างใคร แต่ที่การทำแบบนี้ก็ล้วนอาจมีผลดีต่อทุกคน แต่ก็อีกนั่นแหละจากที่เรามองจากมุมของเรา เรามองเห็นแบบนี้แต่คนที่เขามองจากที่สูงกว่าเรา เห็นอะไรมากกว่าเรา รู้อะไรมากกว่าเรา และต้องแบกรับความรับผิดชอบมากกว่าเรา ความเข้าใจแค่นี้มันอาจไม่เพียงพอ..

รัฐบาลคับ ไม่หวังให้คุณแก้ปัญหาทุกเรื่องได้หรอกนะ แต่แค่คุณเริ่มแก้ปัญหาอย่างเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม มากกว่าประโยชน์ส่วนตัว แค่นั้นก็ดีมากมายแล้วล่ะ.

 

ps. อ้างอิงจากข่าวต่างๆที่เกี่ยวกับปัญหาชาวโรฮิงญาที่เข้ามาในประเทศไทย